“เป็นอะไร ก็ไม่สู้ เป็นกูเอง”

“เป็นอะไร ก็ไม่สู้ เป็นกูเอง”

ชักธงรบ : กบไม่อยากเป็นกบ
กิเลน ประลองเชิง28 มี.ค. 2563 05:02 น.
 

ผมเอาเรื่องกบจำศีลข้ามฤดูกาล ข้ามปี และหลายปี ของกบทะเลทราย ออสเตรเลีย (สำรวจชีวิตสัตว์โลกผู้น่าทึ่ง (รีดเดอร์ส ไดเจสท์ ประเทศไทย) เล่าไปแล้วยังติดใจ เปิดหนังสืออ่านเรื่องกบต่อ

สัตว์เล็กๆทั้งหลาย มีวิธีหลบภัยเอาชีวิตรอดด้วย “ศิลปะของการอยู่นิ่ง” แล้วก็ยังไม่พอ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยกว่า

มันต้องรู้จักการแสดง และการแสดงที่ยิ่งใหญ่ คือการเลียนแบบ

กบหัวหมวกเหล็กในเอกวาดอร์ มีปกตินิสัยอยู่บนพื้นดิน มันจึงวางตัวให้กลมกลืนกับพืชพันธุ์ในป่า แสดงท่าเลียนแบบได้เหมือน จนศัตรูไม่รู้

การเลียนแบบหรือการแสดงที่ว่า เหมือนจริงสักแค่ไหน

คำตอบ หาได้จากกบมีเขาแห่งบราซิล ใช้รูปร่างและลวดลายด่างดวงบนตัวของมัน แสร้งทำเป็นเศษใบไม้ในป่า ขนาดดูจากภาพถ่ายชัดๆ คนที่รู้อยู่ว่ากบก็ยังดูไม่ออก

บรรดาสารพัดกบที่มนุษย์เรียนรู้ มีวิธี “หนีตาย” จากสัตว์ใหญ่ ตรงข้ามกับกบในนิทาน ที่เกิดจากจินตนาการมนุษย์

กบตัวนี้ มีชีวิตเสรีเริงร่าอยู่ในสระ วัดพุทธศาสนาประเทศไทย ทุกเช้ามันจะโดดจากสระ ขึ้นไปหมอบอยู่ริมทางเดิน มันจึงเห็นพระเดินไปบิณฑบาตทุกวัน

(กิร ดังได้สดับมา พระธรรมกิตติวงศ์ ทองดี สุรเตโช ธรรมสภา และสถาบันบันลือธรรม พิมพ์)

สายหน่อยกบเห็นพระกลับถึงวัด พร้อมข้าวเต็มบาตร กับข้าวและขนมเต็มย่าม มันก็คิดว่า “กบอย่างเรา กว่าจะหาแมลงกินได้

สักตัวก็ยาก เป็นพระดีกว่า เดินชั่วโมงเดียวก็มีอาหารมากมาย”

พระฉันเสร็จก็เอาเศษข้าวมาโปรยให้ไก่กิน กบก็คิดว่าไก่ไม่ต้องเดินไปไกล แค่ถึงเวลาพระก็เอาข้าวมาให้กิน เป็นไก่ดีกว่า สบายกว่า

แต่พริบตาต่อมา หมาวัดตัวหนึ่งก็วิ่งมาไล่กัดฝูงไก่แตกกระเจิง กบเห็นก็รำพึง ไก่เป็นฮีโร่ได้สนุก เป็นไก่ดีกว่า

แต่กบก็ต้องเปลี่ยนความคิดทันที เมื่อมีเด็กวัดคนหนึ่ง เห็นหมาไล่ไก่ ก็คว้าท่อนไม้มาไล่ตีสั่งสอนหมา หมาร้องเอ๋งวิ่งหนีเตลิด

“โธ่! นึกว่าหมาจะแน่ ที่แท้หมาก็แพ้เด็กวัด “กบคิด” นี่ขนาดเป็นเด็กยังเก่งขนาดนี้ ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะเก่งขนาดไหนถ้างั้นเราเป็นคนน่าจะดีกว่าเป็นอะไรหมด”

กบเผลอคิดไกล มองไปอีกทีก็เห็นเด็กวัดวางท่อนไม้ นั่งหอบเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้ ขณะนั้นก็มีแมลงวันฝูงย่อมๆ บินหึ่งๆ

มาตอมขา เด็กวัดปัดแมลงวันวุ่นวาย พักใหญ่สู้ไม่ไหวก็ลุกหนี

กบเปลี่ยนความคิด แทนที่จะเป็นคน สู้กระทั่งแมลงวันก็ไม่ได้ เป็นแมลงวันดีกว่าเป็นแน่

คิดเพลินๆ แมลงวันตัวหนึ่งบินผ่านหน้า กบก็ตวัดลิ้นออกมา เอาแมลงวันเข้าปาก ด้วยความชำนาญ รสชาติแมลงวัน อาหารจานโปรด ทำให้กบได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุจุดจบของความอยาก

“เป็นอะไร ก็ไม่สู้ เป็นกูเอง”

นิทานเรื่องนี้มีคำสอนต่อท้าย ไม่ว่าอะไรล้วนมีดีและไม่ดี

ไม่มีอะไรดีอย่างเดียว หรือเสียอย่างเดียว หากยอมรับภาวะที่ตัวเองเป็นอยู่ พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆก็ย่อมประจักษ์ว่า

เป็นอะไรก็ไม่สู้เป็นตัวเรา

ในสถานการณ์ชีวิตต้องสู้อยู่ในบ้าน ไม่มีอะไรดีกว่าอ่านหนังสือหาความรู้ เอาใจให้รอดไปอีกวัน ใช้ศิลปะในการนิ่งเอาตัวรอดให้ได้เหมือนกบบราซิล อย่าฟุ้งซ่านเหมือนกบในนิทานให้ได้ ขอให้โชคดีทุกคน.

กิเลน ประลองเชิง

https://www.thairath.co.th/news/local/1805533

การ์ตูน เซีย

 

ลุ้นอีก 7 วัน
แม่ลูกจันทร์28 มี.ค. 2563 05:01 น.
 

มหันตภัยไวรัสโควิด-19 คือสุดยอดโรคระบาดยุคใหม่ที่เขมือบโลกทั้งใบได้สำเร็จในเวลาเพียงไม่ถึง 3 เดือน

โลกทั้งใบตั้งแต่ตะวันออกยันตะวันตก ตั้งแต่ขั้วโลกเหนือยันขั้วโลกใต้โดนโควิดมันไล่ขวิดกระเจิดกระเจิง

ล่าสุดมีผู้ป่วย 198 ประเทศทั่วโลกติดเชื้อไวรัสไปแล้วเกือบ 5 แสนคน

มันคร่าชีวิตชาวโลกไปแล้วกว่า 2 หมื่นราย

รัฐบาลลุงตู่ กำลังต่อสู้กับไวรัสตัวแสบแบบถึงไหนถึงกัน

แต่สถานการณ์ล่าสุด ประเทศไทยโดนไวรัสมันบุกหนักยิ่งกว่าเดิม

“แม่ลูกจันทร์” เอาข้อมูลย้อนหลัง 1 สัปดาห์มาเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน

วันที่ 21 มีนาคม ประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสสะสม 411 คน

วันนี้ (28 มีนาคม) คนไทยติดเชื้อไวรัสเพิ่มทะลุพันคน

อีกแค่ขนจมูก ไทยจะแซงญี่ปุ่น ซึ่งมียอดผู้ป่วย 1,300 คน

คาดว่าสัปดาห์หน้า ยอดผู้ป่วยติดไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยจะพุ่งทะลุ สองพันคนอย่างแน่นอน

แต่...แต่ถ้าปลายสัปดาห์หน้ายอดผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสเกิดพุ่งพรวดไปถึงสามพันคน? หรือสี่พันคน?

นายกฯลุงตู่ ก็จำเป็นต้องงัดดาบสุดท้าย...เคอร์ฟิว

ห้ามประชาชนออกนอกบ้านชั่วคราว

“แม่ลูกจันทร์” เปรียบเทียบเมืองไทย กับเพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียน ถือว่าสถานการณ์บ้านเราไม่ถึงขั้นย่ำแย่เกินไป

มาเลเซีย หนักกว่าไทย มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสกว่า 1,800 คน เสียชีวิตแล้ว 21 ราย

อินโดนีเซีย จำนวนผู้ติดเชื้อ 800 คน แต่ผู้เสียชีวิตสูงถึง 58 คน

ฟิลิปปินส์ ผู้ป่วยติดเชื้อ 700 คน เสียชีวิต 45 ราย

สิงคโปร์ ผู้ติดเชื้อ 631 คน เสียชีวิต 2 ราย

กัมพูชา ผู้ติดไวรัส 96 คน ยังไม่มีคนตาย

เวียดนาม ผู้ติดไวรัส 158 คน เสียชีวิต 5 ราย

เมียนมา และ ลาว ผู้ติดไวรัส 3 คน ไม่มีคนตาย

ถ้ามองแง่ดี ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิต 4 ราย น้อยกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม

“แม่ลูกจันทร์” ยกนิ้วให้ “ประเทศอินเดีย” ซึ่งมีประชากรมากมหาศาลกว่า 1,300 ล้านคน

มากเป็นอันดับ 2 รองจากพี่เบิ้มจีน

แต่ประเทศอินเดีย มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพียง 639 คน และมีผู้เสียชีวิตเพียง 13 ราย

แสดงว่าอินเดียสามารถต่อต้านการแพร่ระบาดของไวรัสมหาภัยได้เข้มแข็งอย่างน่าอัศจรรย์

ตรงข้ามกับสหรัฐอเมริกาอภิมหาอำนาจยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน

เป็นผู้นำด้านวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับสุดยอดครบวงจร

แต่ปรากฏว่ามหาบิ๊กเบิ้มอเมริกา โดนไวรัสโควิด-19 บุกโจมตีอ่วมอรไท

สัปดาห์ก่อน สหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยติดไวรัส 19,575 คน

ล่าสุด ยอดผู้ป่วยติดไวรัสในอเมริกาพุ่งพรวดเดียวทะลุ 65,000 คน ยอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 857 ราย

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพียงแค่ 7 วัน คนอเมริกันติดไวรัสเพิ่มถึง 45,000 คน ตายเพิ่มอีกกว่า 600 คน

มหาอำนาจอเมริกาโดนไวรัสโจมตีหนักสุดอันดับ 3 ของโลกรองจาก “อิตาลี” และ “จีน”

เห็นมั้ย...ไวรัสตัวนี้มันแสบจริงๆ.

“แม่ลูกจันทร์”

https://www.thairath.co.th/news/politic/1805449

  • รัก
    5
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    3

4 ความเห็น

 
ICT
ประโยชน์ของวิตามินซี ต้านไวรัสโรคหวัดได้แค่ไหน?
ไทยรัฐออนไลน์28 มี.ค. 2563 08:25 น.
 

เราได้ประโยชน์จากวิตามินซีจากผลไม้และอาหารที่รับประทานทุกวันได้ แต่อาหารแบบไหนมีวิตามินซีสูงและต้องบริโภคแค่ไหนถึงจะเหมาะสม และคำถามที่ว่ามีฤทธิ์ต้านไวรัสนั้นจริงหรือเปล่า 

ในช่วงปี 2019 – 2020 ทางสมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เน้นรณรงค์ให้คนไทยดูแลตัวเองจากโรคไข้หวัด โดยแนะนำคนไข้สังเกตตัวเองหรือถามหมอว่าเป็นหวัดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เพื่อจะได้ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งหากได้รับยาไม่ถูกโรคร่างกายก็จะดื้อยาในอนาคต ส่งผลต่อการตื่นตัวเรื่องการจำแนกโรคหวัดมากขึ้น

ไข้หวัดจากไวรัสและแบคทีเรียต่างกันตรงที่ อาการหายใจติดขัดร่วมกับไอจาม หากเป็นหวัดจากแบคทีเรีย จะไม่มีอาการไอ และมักจะมีไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส ซึ่งโรคไข้หวัดนี้คนส่วนใหญ่มีโอกาสเป็นมาก

ไข้หวัดจากไวรัสสามารถหายเองได้โดยไม่ต้องรับยา เพียงแค่คุณพักผ่อนให้เพียงพอ ทำร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ำมากๆ ดูแลเรื่องอาหารและสุขภาพ อาการจะดีขึ้นใน 5 – 7 วัน และเมื่อมีผู้สนใจดูแลตัวเองมากขึ้น มีหนึ่งข้อสงสัยที่ได้รับความสนใจมากก็คือ วิตามินซีช่วยต้านไวรัสโรคหวัดได้จริงหรือไม่ ถ้าจริงต้องบริโภคอย่างไร

ผลการศึกษาประโยชน์ของวิตามินซีต่อโรคหวัด
การศึกษาประสิทธิภาพของวิตามินซีต่อการป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัส ที่ตีพิมพ์ใน Journal of Manipulative and Physiological Therapeutics ตั้งแต่ปี 1999 ด้วยวิธีติดตามและรักษากลุ่มควบคุมและกลุ่มทดสอบ

ผู้วิจัยวิเคราะห์จากการให้ยา และวิตามินซีในปริมาณสูง 3,000 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นปริมาณที่เกินว่าร่างกายต้องการต่อวัน พบว่าการใช้ปริมาณวิตามินซีสูงกว่าที่ร่างกายต่อวันให้ผลว่าช่วยลดอาการของไข้หวัดใหญ่ได้จริง

มีหลักฐานอีกจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมบริโภควิตามินซีในระดับเกินกว่าความจำเป็นต่อร่างกายเพื่อคาดหวังว่าจะช่วยลดอาการไข้หวัด เช่น การใช้วิตามินซีในกลุ่มนักกีฬา และนักวิ่งมาราธอน เพราะเป็นสารที่ไม่ได้ระบุต้องห้ามไว้ในกติกา

ดังนั้นจึงมีหลายคนที่บริโภควิตามินซีสูงกว่าความจำเป็น โดยผู้ใช้คาดหวังไปถึงผลการป้องกันและรักษาโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ จึงเป็นที่มาของการขายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารป้องกันโรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคข้อเข่าเสื่อม รวมถึงโฆษณาผลของการลดริ้วรอย ซึ่งทั้งหมดก็ยังไม่ได้รับการยืนยันทางวิทยาศาสตร์

มีการศึกษาประโยชน์ของวิตามินซีไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลดโอกาสเกิดมะเร็งในช่องปาก กระเพาะอาหาร ลำไส้ ปอด แต่ก็ไม่ได้มีการศึกษาที่ระบุได้ชัดเจนว่าต้องใช้ปริมาณวิตามินซีเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล เพราะผลของวิตามินซีอาจได้ผลดีร่วมกับวิตามินอื่นๆ

ปริมาณวิตามินซีที่แนะนำต่อวัน
 
- ผู้หญิงที่สุขภาพดีอยู่แล้ว 75 มิลลิกรัม
- คุณแม่ให้นมบุตร 120 มิลลิกรัม
- ผู้ใหญ่ทั่วไปไม่ควรเกิน 2,000 มิลลิกรัม
- ผู้มีประวัติโรคตับหรือไต โรคเกาต์ โรคนิ่ว ไม่ควรใช้เกิน 1,000 มิลลิกรัม

การบริโภควิตามินซีที่มากเกินไปจะส่งผลให้เกิดอาการท้องร่วง, โรคกระเพาะ, ปวดหัว, อ่อนเพลีย รวมถึงอาการนอนไม่หลับ และผู้ที่มีประวัติโรคตับหรือไต ไม่ควรรับประทานเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน

การบริโภควิตามินซีที่เกินกว่า 3,000 มิลลิกรัมต่อวันนั้น หากไม่ได้มีผลข้างเคียงกับร่างกายก็ยังไม่เป็นไร แต่จะเป็นการสูญเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะร่างกายไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด และยังเป็นการเปลืองพลังงานร่างกายให้ขับวิตามินซีส่วนเกินนั้นออก เพื่อเป็นการรักษาสมดุลย์ในร่างกายให้ปกติ ควรรับประทานวิตามินซีที่ขนาด 500 มิลลิกรัม หรือ 1,000 มิลลิกรัมได้ในบางวัน แต่อย่าลืมว่าร่างกายของเราได้รับวิตามินซีจากผักและผลไม้อยู่แล้ว เพื่อเป็นการรักษาคุณค่าของวิตามินซีได้ดี ควรแช่ไว้ตู้เย็นเพื่อป้องกันความร้อนทำลายวิตามินต่างๆ ในผัก

ตัวอย่างผักผลไม้วิตามินซีสูง ได้แก่ ฝรั่ง, สตรอว์เบอร์รี่, แคนตาลูป, มะละกอ, พริกระฆัง, น้ำส้ม, ผักคะน้า, บร็อกโคลี, พริกระฆังสีเขียว, มะเขือเทศ, มะม่วง, น้ำมะนาว เป็นต้น

สรุปแล้วหากจะกินวิตามินซีเพื่อคาดหวังในผลของการต้านโรคหวัด จะต้องกินเข้าไปในปริมาณที่มากกว่าร่างกายต้องการต่อวัน แต่ก็ไม่ได้มีผลวิจัยรองรับว่ามันเป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะมีผลเสียด้านสุขภาพอื่นๆ ตามมาด้วย รวมถึงปัจจัยด้านอายุและสุขภาพอื่นๆ ที่อาจได้รับผลกระทบจากการรับวิตามินซีมากเกินไป และเราก็สามารถเลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินหลากหลายเพื่อประโยชน์อื่นๆ ต่อร่างกายได้ด้วย

ที่มาจาก :
1. อาการแบบนี้ไวรัสหรือแบคทีเรีย https://www.thaihealth.or.th
2. The effectiveness of vitamin C in preventing and relieving the symptoms of virus-induced respiratory infections https://www.jmptonline.org

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1805479?cx_testId=2&cx_testVar...

  • รัก
    3
  • ฮ่าฮ่า
    4
  • ว้าว
    5
  • เศร้า
    3
 
ปั้นจิ้ม

อ้า...เหมาะเลย..

เดี๋ยวปั้นฯเอคลิปมาวาง

ดูแล้วได้ทุกรสเลย

ไม่ว่าเรื่อง โควิด19

ไม่ว่าเรื่อง วิตามิน..

รวมถึงการยอมรับโควิด19

แต่เดี๋ยวก่อน....

ดูแล้วอย่าหลงหมั่นไส้ไอ้รูปประกอบคลิปแล้วเผลอไปถีบมันเข้าหล่ะ

คริ คริ

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    1
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    4
 
ปั้นจิ้ม

ตามนี้ครับ....

https://youtu.be/UGJIQ1pQtjk

  • รัก
    4
  • ฮ่าฮ่า
    2
  • ว้าว
    4
  • เศร้า
    3
 
3 ส

สู้ๆ ครับ

ใช่

  • รัก
    6
  • ฮ่าฮ่า
    3
  • ว้าว
    2
  • เศร้า
    4